เพิ่มความเหนียวให้พลาสติกรีไซเคิล ด้วยเม็ด TPE เกรดพิเศษ 

TPE สำหรับปรับปรุงสมบัติพลาสติกรีไซเคิล PP และ HDPE

การนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิล กลับมาใช้ในการผลิต เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ ลดปริมาณของเสีย และอาจช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบได้ แต่เมื่อนำเม็ดรีไซเคิลมาใช้แทนเม็ดใหม่โดยตรง ผู้ผลิตหลายรายอาจพบปัญหาชิ้นงานเปราะ แตกหักง่าย รับแรงกระแทกได้น้อย หรือคุณสมบัติของแต่ละล็อตไม่สม่ำเสมอ 

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพลาสติกรีไซเคิลไม่สามารถนำมาใช้งานได้ แต่หมายถึงวัสดุจำเป็นต้องได้รับการออกแบบสูตรให้เหมาะกับแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และคุณสมบัติที่ชิ้นงานต้องการ 

เม็ด TPE เกรดปรับปรุงสมบัติสำหรับพลาสติกรีไซเคิล จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความเหนียวและความทนทานต่อแรงกระแทก ลดโอกาสเกิดการแตกหักแบบเปราะ และช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ทำไมพลาสติกรีไซเคิลจึงอาจเปราะหรือแตกง่ายขึ้น?

คุณสมบัติของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ จำนวนรอบที่ผ่านความร้อน สิ่งปนเปื้อน สัดส่วนของพลาสติกต่างชนิด ตลอดจนกระบวนการคัดแยกและผลิตเม็ดรีไซเคิล 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชิ้นงานมีคุณสมบัติลดลง ได้แก่ 

1. พอลิเมอร์ผ่านความร้อนและแรงเฉือนหลายครั้ง

กระบวนการหลอมและขึ้นรูปซ้ำอาจทำให้โครงสร้างโมเลกุลของพอลิเมอร์เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความหนืดขณะหลอม การยืดตัว และสมบัติเชิงกลของวัสดุ งานวิจัยด้านการแปรรูป PP รีไซเคิลระบุว่า ความเค้นจากความร้อนและแรงเชิงกลในกระบวนการรีไซเคิลสามารถทำให้สมบัติของพอลิเมอร์เปลี่ยนแปลงได้ จึงควรประเมินทั้งวัตถุดิบและเงื่อนไขการผลิตควบคู่กันไป 

2. มีพลาสติกชนิดอื่นหรือสิ่งปนเปื้อนอยู่ในวัตถุดิบ

เม็ดรีไซเคิลบางแหล่งอาจมี PP, PE หรือพลาสติกชนิดอื่นผสมอยู่ หากวัสดุแต่ละชนิดยึดเกาะกันได้ไม่ดี บริเวณรอยต่อระหว่างเฟสอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอยร้าว ทำให้ชิ้นงานแตกได้ง่ายเมื่อรับแรงกระแทกหรือแรงดัด 

3. คุณภาพวัตถุดิบแต่ละล็อตไม่เท่ากัน

ค่า Melt Flow Index (MFI), ความหนาแน่น, ปริมาณฟิลเลอร์ สี ความชื้น และระดับการปนเปื้อนอาจแตกต่างกันในแต่ละล็อต จึงไม่ควรกำหนดสูตรจากเปอร์เซ็นต์ผสมเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการทดสอบ 

4. สเปกของชิ้นงานสูงกว่าคุณสมบัติของเม็ดรีไซเคิลที่ใช้

ชิ้นงานบางประเภทต้องรับแรงกระแทก แรงดัด หรือการใช้งานในอุณหภูมิต่ำ หากเลือกเม็ดรีไซเคิลโดยดูเฉพาะชนิดพลาสติกหรือราคา อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของชิ้นงานจริง 

เม็ด TPE ช่วยปรับปรุงพลาสติกรีไซเคิลได้อย่างไร?

TPE หรือ Thermoplastic Elastomer เป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง แต่สามารถแปรรูปด้วยความร้อนในกระบวนการผลิตพลาสติกได้ TPE บางเกรดสามารถนำมาใช้เป็น impact modifier หรือสารปรับปรุงความเหนียว สำหรับวัสดุรีไซเคิล 

เมื่อเลือกเกรดและสัดส่วนอย่างเหมาะสม เฟสยืดหยุ่นของ TPE จะช่วยดูดซับและกระจายพลังงานเมื่อชิ้นงานได้รับแรง ลดการลุกลามของรอยร้าว และทำให้วัสดุเปลี่ยนรูปได้มากขึ้นก่อนแตกหัก ผลที่คาดหวังได้จึงมักอยู่ในด้านต่อไปนี้ 

  • เพิ่มความเหนียวและความสามารถในการยืดตัว 
  • เพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก 
  • ลดการแตกหักแบบเปราะ โดยเฉพาะบริเวณมุม ขอบ หรือจุดรับแรง 
  • ช่วยปรับสมดุลคุณสมบัติของสูตร 
  • ในบางระบบที่มี PP และ PE ผสมกัน TPE ที่เหมาะสมอาจช่วยปรับปรุงการยึดเกาะระหว่างเฟสของวัสดุได้ 

งานวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบ PP/PE พบว่า elastomeric modifiers เช่น SEBS, OBC และ EPDM สามารถช่วยเพิ่มการยืดตัวและความทนแรงกระแทกได้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวัสดุยืดหยุ่นมากเกินไปอาจทำให้สมบัติเชิงกลเช่น tensile strength หรือ modulus ลดลงได้เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่การเลือกเกรดและคำนวณเปอร์เซ็นต์ผสมต้องพิจารณาจากสมบัติเป้าหมายของชิ้นงาน ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์ 

หมายเหตุทางเทคนิค: คำว่า “เพิ่มความแข็งแรง” ควรระบุให้ชัดว่าต้องการเพิ่มคุณสมบัติในการใช้งานแบบ เพราะการใช้งานนั้นเใด เช่น impact strength, elongation, tensile strength หรือ flexural modulus เพราะ TPE เด่นด้านการเพิ่มความเหนียวและลดความเปราะ แต่ไม่ได้เพิ่มความแข็งหรือความแข็งแรงทุกค่าโดยอัตโนมัติ 

TPE ทุกเกรดสามารถใช้กับ พลาสติกรีไซเคิลได้หรือไม่?

ไม่ใช่ TPE ทุกเกรดจะให้ผลเหมือนกัน ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับโครงสร้างของ TPE ความเข้ากันได้กับพอลิเมอร์หลัก ความแข็ง ความหนืด อัตราการไหล สัดส่วนการผสม และสภาวะการขึ้นรูป 

หากวัตถุดิบรีไซเคิลค่อนข้างบริสุทธิ์ อาจต้องการวัสดุที่ทำหน้าที่เพิ่มความเหนียวเป็นหลัก แต่หากวัตถุดิบมีพลาสติกหลายชนิดหรือมีสิ่งปนเปื้อน อาจต้องพิจารณาคุณสมบัติด้าน compatibilization การใช้สารเติมแต่งชนิดอื่น หรือการปรับกระบวนการร่วมด้วย 

ดังนั้น ก่อนเลือกเกรดควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ 

  1. ชนิดและแหล่งที่มาของเม็ดรีไซเคิล เช่น PIR หรือ PCR 
  2. สัดส่วนของพลาสติกรีไซเคิล ต้องการใช้ 
  3. กระบวนการผลิต เช่น ฉีดขึ้นรูป เป่าขึ้นรูป หรือ extrusion 
  4. ปัญหาปัจจุบันของชิ้นงาน เช่น แตกเมื่อกระแทก แตกที่บานพับ หรือยืดตัวไม่พอ 
  5. ค่าคุณสมบัติเป้าหมายและมาตรฐานทดสอบที่ต้องผ่าน 

เป้าหมายไม่ใช่แค่ลดราคาเม็ด แต่ต้องลดต้นทุนรวมต่อชิ้นงาน

การเติม TPE จะเพิ่มต้นทุนในส่วนของสารปรับปรุงสมบัติ แต่หากสูตรที่เหมาะสมช่วยเพิ่มสัดส่วนเม็ดรีไซเคิล ลดของเสีย ลดชิ้นงานแตก ลดการเคลม หรือทำให้ชิ้นงานผ่านเกณฑ์ทดสอบได้ ต้นทุนรวมต่อชิ้นงานอาจลดลงได้มากกว่าการพิจารณาเฉพาะราคาวัตถุดิบต่อกิโลกรัม 

การประเมินความคุ้มค่าจึงควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 4 ค่า 

  • ต้นทุนวัตถุดิบรวมต่อกิโลกรัมของสูตร 
  • น้ำหนักวัตถุดิบต่อชิ้นงาน 
  • อัตราของเสียและงานแก้ไข 
  • ผลการทดสอบและอายุการใช้งานของชิ้นงาน 

หากต้องการให้คุณสมบัติบางด้านเข้าใกล้วัสดุ virgin ควรกำหนดเป็นค่าที่วัดได้ เช่น impact strength, tensile strength, elongation at break, hardness หรือ MFI แล้วเปรียบเทียบสูตรก่อนและหลังปรับปรุงภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน การระบุว่า “เทียบเท่าเม็ดใหม่” ควรใช้เมื่อมีผลทดสอบยืนยันเฉพาะชิ้นงานและสเปกนั้นแล้วเท่านั้น 

ทีม R&D ของ VIC

แนวทางพัฒนาสูตรร่วมกับทีม R&D ของ VIC

VIC สามารถช่วยประเมินและออกแบบสัดส่วนการใช้เม็ด TPE ให้เหมาะกับวัตถุดิบและชิ้นงานของลูกค้า โดยมีแนวทางการทำงานดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: วิเคราะห์ข้อมูลและปัญหาของชิ้นงาน

เริ่มจากตรวจสอบชนิดเม็ดรีไซเคิล สูตรปัจจุบัน กระบวนการผลิต จุดที่เกิดความเสียหาย และคุณสมบัติเป้าหมาย หากลูกค้ามีชิ้นงานจริง เม็ดวัตถุดิบ หรือผลทดสอบเดิม จะช่วยให้วิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น 

ขั้นตอนที่ 2: เลือก TPE ให้เหมาะกับวัสดุรีไซเคิลที่กำหนด

ทีม R&D พิจารณาความเข้ากันได้ ความแข็ง การไหล และสมดุลระหว่างความเหนียวกับความแข็งของชิ้นงาน เพื่อคัดเลือกเกรดที่มีแนวโน้มเหมาะสม 

ขั้นตอนที่ 3: ออกแบบสูตรทดลองหลายระดับ

แทนที่จะกำหนดเปอร์เซ็นต์เดียว ควรทดลองอย่างน้อย 2–3 ระดับ เพื่อดูแนวโน้มของสมบัติและหาจุดที่คุ้มค่าที่สุด โดยใช้สูตรปัจจุบันของลูกค้าเป็น baseline สำหรับเปรียบเทียบ 

ขั้นตอนที่ 4: ทดสอบสมบัติที่สัมพันธ์กับการใช้งานจริง

ตัวอย่างการทดสอบที่ควรพิจารณา ได้แก่ MFI, tensile strengthelongation at breakhardnessimpact strength และการทดสอบชิ้นงานตามสภาวะใช้งานจริง ทั้งนี้รายการทดสอบควรเลือกตามความเสี่ยงและหน้าที่ของผลิตภัณฑ์ 

ขั้นตอนที่ 5: ทดลองในกระบวนการผลิตและสรุปต้นทุนรวม

สูตรที่ผ่านการทดสอบระดับวัสดุควรนำไปทดลองกับเครื่องจักร แม่พิมพ์ และเงื่อนไขการผลิตจริง พร้อมตรวจสอบ cycle time, ผิวชิ้นงาน, การหดตัว และอัตราของเสีย ก่อนอนุมัติใช้ในการผลิต 

ตัวอย่างชิ้นงานที่อาจเหมาะกับแนวทางนี้

แนวทางการใช้ TPE เพื่อปรับปรุง recycled PP หรือ recycled HDPE สามารถพิจารณาได้กับชิ้นงานหลายประเภท เช่น 

  • กล่อง ลัง ถัง และภาชนะอุตสาหกรรม 
  • พาเลตและชิ้นส่วนงานโลจิสติกส์ 
  • ชิ้นส่วนเครื่องใช้ภายในบ้าน 
  • ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไม่ใช่งานโครงสร้างหลัก 
  • ฝาครอบ กันชน หรือชิ้นส่วนที่มีโอกาสรับแรงกระแทก 
  • ผลิตภัณฑ์ extrusion ที่ต้องการความเหนียวและลดการแตกร้าว 

การนำไปใช้จริงต้องพิจารณาข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานสัมผัสอาหาร งานการแพทย์ งานไฟฟ้า งานยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำหนดด้านสารควบคุม 

เปลี่ยนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจาก “ข้อจำกัด” ให้เป็นวัตถุดิบที่ออกแบบได้

เปลี่ยนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจาก “ข้อจำกัด”
ให้เป็นวัตถุดิบที่ออกแบบได้

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่เฉพาะชิ้นงานคุณภาพต่ำ หากเข้าใจองค์ประกอบของวัสดุ เลือกสารปรับปรุงคุณสมบัติที่เหมาะสม และยืนยันผลด้วยการทดสอบ ผู้ผลิตสามารถพัฒนาสูตรที่มี recycled content สูงขึ้น พร้อมรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ ต้นทุน และความสามารถในการผลิต 

เม็ด TPE เกรดพิเศษจาก VIC ถูกนำเสนอในฐานะ solution สำหรับช่วยเพิ่มความเหนียว ลดปัญหาการแตกหัก และปรับคุณสมบัติของ recycled PP หรือ recycled HDPE ให้เหมาะกับการใช้งาน โดยมีทีม R&D และการทดสอบช่วยออกแบบสัดส่วนตามวัตถุดิบและเป้าหมายของลูกค้า 

หากคุณกำลังทดลองใช้ พลาสติกรีไซเคิลแล้วพบปัญหาชิ้นงานเปราะ แตกง่าย หรือคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ ส่งข้อมูลสูตร เม็ดวัตถุดิบ หรือตัวอย่างชิ้นงานให้ทีม VIC ช่วยประเมินเกรดและวางแผนการทดลองได้ 

ข้อมูลที่ควรเตรียมเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้น 

  1. ชนิดและแหล่งที่มาของเม็ดรีไซเคิล 
  2. เปอร์เซ็นต์เม็ดรีไซเคิลในสูตรปัจจุบัน 
  3. กระบวนการผลิตและอุณหภูมิที่ใช้ 
  4. ภาพหรือตัวอย่างปัญหาของชิ้นงาน 
  5. ค่าคุณสมบัติที่ต้องการหรือมาตรฐานที่ต้องผ่าน 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TPE สำหรับพลาสติกรีไซเคิล

ไม่มีเปอร์เซ็นต์ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับคุณภาพเม็ดรีไซเคิล ชนิด TPE กระบวนการผลิต และค่าคุณสมบัติเป้าหมาย แนวทางที่เหมาะสมคือทำสูตรทดลองหลายระดับและเลือกจุดที่ผ่านสเปกด้วยต้นทุนรวมที่เหมาะสมที่สุด 

TPE อาจช่วยให้คุณสมบัติบางค่า เช่น ความเหนียว การยืดตัว หรือความทนแรงกระแทก เข้าใกล้ค่าของสูตรที่ใช้เม็ดใหม่ได้ แต่ไม่ควรรับประกันว่าทุกคุณสมบัติจะเท่ากัน ต้องกำหนดสเปกและยืนยันด้วยผลทดสอบของสูตรและชิ้นงานจริง 

มีโอกาสลดลงได้ เนื่องจาก TPE เป็นวัสดุยืดหยุ่น จึงต้องออกแบบสัดส่วนให้เกิดสมดุลระหว่างความเหนียว ความแข็ง และความแข็งแรงตามที่ชิ้นงานต้องการ 

ไม่สามารถแก้ได้ทุกกรณี หากมีสิ่งปนเปื้อนสูงหรือเป็นพอลิเมอร์ที่ไม่เข้ากัน อาจต้องปรับการคัดแยก ใช้ compatibilizer ชนิดเฉพาะ เพิ่มสารเติมแต่งอื่น หรือเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบร่วมด้วย 

ควรคำนวณจากต้นทุนสูตรต่อกิโลกรัม น้ำหนักต่อชิ้น อัตราของเสีย เวลาในการผลิต และค่าเสียหายจากงานไม่ผ่าน ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาเม็ด TPE กับราคาเม็ดพลาสติกเดิม 

Scroll to Top